เอนทรี่ย์นี้เป็นไดอารี่ล้วนๆค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่ทำให้เราเสียใจ เสียความรู้สึก เสียความเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็เสียดายช่วงเวลาในชีวิตเรามากที่สุดค่ะ
 
 
เริ่มแรก ตอนเราขึ้นปี 2 ใหม่ๆ เรานั่งอยู่ใต้ตึกคณะเพื่อนทุกเช้า คุยกัน เล่นกัน แล้วคนๆนั้นก็เป็นเพื่อนของเพื่อนเราอีกที เราไม่ได้คุยกันมาก แต่เวลามีงานอะไร ถ้าเขาขอความคิดเห็นหรือความช่วยเหลือ เราก็จะให้ความช่วยเหลือเขาอย่างดี 
 
เราคิดว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในระดับหนึ่งค่ะ 
 
หลังจากนั้น เราก็เริ่มคุยกันผ่านเฟซ แล้วก็ย้ายมา MSN แล้วสุดท้ายก็สไกป์ เราเล่นเกมออนไลน์ด้วยกัน คุยกันบ่อยขึ้น มากขึ้น ตอนที่มีน้ำท่วมใหญ่ เขาก็ยังมาชวนเราไปตัดทรายด้วยกันกับเพื่อนๆอีกสองคนอยู่เลย
 
และเราก็ไปซื้อของกับกลุ่มพี่ๆที่สำเพ็งด้วยกัน เขาช่วยเดินเลือกของ ช่วยถือของ ถึงจะเงียบๆ แต่ก็เป็นเพื่อนที่ดีมากๆคนหนึ่ง 
 
จนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2011 เขาก็ถามเราว่า "คบกับเราได้ไหม"
ซึ่งแน่นอนว่า เราตกลงค่ะ 
 
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนมาบอกชอบ ดีใจมากๆเลย เขิน ทำอะไรไม่ถูก อาบม้วนต้วนไปเลยเหมือนกัน และหลังจากนั้น ชีวิตของเรา ก็มีความสุขมาก :))
 
 
 
 
 
 
--- ช่วงโปรโมชั่น ----
 
- เขาคอยไปรับไปส่ง ทำอะไรให้เราหลายอย่าง เราชวนไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนๆเรา เขาก็ดูเข้ากันได้ มีความสุขดี
 
- เป็นครั้งแรกที่มีคนวาดรูปคู่เป็นของขวัญให้ เราเอามาใช้เป็นดิสเพลย์ในสไกป์อยู่นานเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็เก็บเข้าแฟ้ม โหลดลงHDD เก็บไว้อย่างดี
 
- ตอนเราจะไปทัศนศึกษา เขาก็อุตส่าห์ออกจากบ้านมาส่ง ทั้งที่วันนั้นไม่มีเรียน ฝนตกหนังก็กางร่มให้ จนตัวเองเปียกไปหมด เราดีใจจนน้ำตาไหล ขอบคุณเขามากจริงๆ
 
- ตอนเรางอน เขาก็พูดจากับเราดีๆ พยายามง้อเรา จับมือ จูงมือเราเดินตลอดจนเราเขิน แล้วสุดท้ายก็เลิกงอนไปเอง
 
- เขาช่วยลงโปรแกรมคอมพ์ให้ตอนมันรวน (เราใช้วินโดวส์ปลอมค่ะ ลงตามร้านทั่วๆไป แต่มาพักหลังๆก็ให้เขาช่วยลงให้แทน) ช่วยดูและให้คำแนะนำเกี่ยวกับพวกอิเล็กทรอนิกส์ที่เราไม่เก่งมากๆ
 
- เขาช่วยเราหลายอย่าง สอนอะไรเรามากมาย ขอบคุณมากๆเลย 
 
 
 
--- ลางร้ายเริ่มปรากฏ ---
 
- เขามักบอกให้เราเปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ บอกว่า เราเสียงดังไป อยากให้เงียบๆหน่อย เราอยู่ไม่สุข อยากให้นิ่งๆกว่านี้ เราอ้วนไป อยากให้ลดน้ำหนัก เราย้อมสีผม เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ย้อมผมและแต่งหน้าเลย
ตอนที่่อยู่กับเขา เราไม่สวยเอามากๆด้วยค่ะ เรียกว่าโทรมเลย ผิวเสีย กระขึ้นเต็ม เขาบอกว่า จะสวยไปทำไม จะให้ใครดูเหรอ (เพราะเขาบอกแล้วว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้า..)
 
- บ้านเรากับเขาไกลกันมาก แต่เขาก็อยากจะมาส่งเรา เราก็เกรงใจ เลยต้องรีบกลับบ้านไวๆเขาจะได้ไม่กลับถึงบ้านดึก ผลก็คือเราขาดการติดต่อกับเพื่อน เราโดดเดี่ยว เรามีเขาคนเดียว เราแทบไม่ได้ไปไหนมาไหนเฮฮากับเพื่อนเหมือนเดิม
 
- เวลาที่ทะเลาะกัน เขาเริ่มพูดกับเราด้วยถ้อยคำแรงๆ อย่างเช่น ถ้าคุณรับไม่ได้ ก็ไม่ต้องทนคับ หรือไม่ก็ ถ้าทนไม่ได้ ก็เลิกไปคับ ผมไม่ได้ขอให้คุณทน
 
- เราเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อเขาจนเราทำไม่ไหว เราอยากให้เขารักเราแบบที่เป็นเราจริงๆ เขาเลยถือว่า ต่อแต่นี้ไป มีอะไรไม่พอใจจะไม่พูด ไม่บอก ถือว่าทนเอา ถ้าทนไม่ได้ก็เลิกกันไปซะดีกว่า
 
- เขาไม่เปลี่ยนอะไรเข้าหาเราเลย และเราก็ไม่เคยขอให้เขาเปลียนอะไรให้เรามากเลย แค่ขอให้เขายอมรับเรา รักเราแบบที่เราเป็นตั้งแต่แรกเท่านั้นเอง
 
- เขาเริ่มหันกลับไปสนใจแต่งานและคุยกับเราน้อยลง และพอเราคิดถึง อยากคุยด้วย เขาก็เริ่มว่าเราน่ารำคาญ ทั้งๆที่เราก็แค่อยากคุยกับเขาเหมือนเดิม
 
 
 
--- หมดรัก หมดใจ ---
 
- เวลาที่ทะเลาะกัน เขาไล่เราให้เลิกบ่อยขึ้น แต่เราก็ยังรัก ยังยื้อ ยังโง่ยอมทำตามใจเขาทุกอย่าง ถ้าไม่ชอบอะไรที่เราเป็น เราจะเปลี่ยนให้ อยากให้เราทำอะไร เราจะทำให้ อยากเป็นคนที่อยู่เคียงข้งเธอ คอยดูแลเธอตลอดไป
 
- เขาบอกว่า "ผมต้องการผู้หญิงที่คอยสนับสนุนผมและทำให้ผมไปถึงเป้าหมายได้ ถึงผู้หญิงคนนั้นจะเป็นตัวถ่วง แต่ถ้าเขาทำให้ผมได้ ผมก็ควรที่จะดูแลเขา และจะดูแลอย่างดีด้วย" 
 
- "ผมพูดคำไหนคือคำนั้น ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเถียง!" เขาโมโหเราบ่อยขึ้น แม้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรรบกวนเลย "ถ้าจะขอโทษ ก็ขอโทษคำเดียวสั้นๆ ไม่ต้องมีต่อ มันยิ่งรู้สึกแย่!" ตอนเราขอโทษ เรามักบอกว่า ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้....บลาๆ... และเขามักจะคิดว่าเราขอโทษแบบไม่จริงใจ และแก้ตัว ทั้งที่ความจริงเรากำลังเสียใจและรู้สึกผิดมาก
 
- เขาโกรธเราบ่อยขึ้น มากขึ้น และคุยกับเราน้อยลง เราต้องไม่รบกวนเวลาเขาต้องการทำงาน เขาอยากใส่ใจกับงานเท่านั้น เวลาที่เขาว่างอยากคุย เขาจะทักมาหา แต่ระหว่างนั้นห้ามมากวนใจเขา
 
- เราทำได้แค่รอ รอว่าเมื่อไหร่เขาจะมา และถ้าตอนที่เขามา เราไม่ได้อยู่รอตอบ เขาก็จะโกรธเราอีก...
 
- เราซื้อมือถือใหม่จากงาน Mobile Expo ลูกค้าเยอะมากซะจนเขาดูแลบริการไม่ทั่งถึง เรามีปัญหาเรื่องกระแสไฟในเครื่อง (สาเหตุมาจากรุ่น Andriod โบราณจนไม่เสกียรกับสมรรถนะของเครื่อง) ตอนนั้นเราพยายามแก้ปัญหาเองทุกอย่าง ปิดเครื่อง รีใหม่ ตั้งค่าจากโรงงาน โทรไปถามศูนย์บริการ ทำทุกอย่าง
สุดท้าย เราก็ขอความช่วยเหลือจากเขา แต่กลับได้เพียงแค่ รีเครื่องใหม่สิ ลบข้อมูลแล้วลงแอพฯใหม่สิ ไม่ก็ โทรไปถามเขาแล้วทำตามสิ 
เราเสียใจและท้อ เรื่องเทคโนโลยีพังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก เลยเสียใจ เราโวยวาย ว่าว่าทำไมไม่ใส่ใจเราเลย ทำไมให้แต่คำแนะนำที่เหมือนผ่านๆแบบนี้ ...เราร้องไห้
เขาโมโหและว่ากลับมาว่า ถ้าคำพูดของผมไม่จำเป็นสำหรับคุณ งั้นคุณก็คงไม่จำเป็นต้องมีผมอยู่ข้างๆอีกต่อไปแล้วล่ะ และนี่คือคำที่เขาบอกเลิกเราครั้งแรงๆ "ผมจะช่วยคุณ ในฐานะคนรักของคุณเป็นครั้งสุดท้าย"
เขาไปศูนย์ซ่อมมือถือกับเราด้วย... เขากลับ เรานั่งร้องไห้ และพยายามปรับความเข้าใจกับเขาอยู่นาน เรายอมทำทุกอย่างให้เขาให้โอกาสเราได้พยายามอีกครั้ง
 
- เราพยายามเป็นผู้หญิงแบบที่เขาจะรัก แต่เขาก็ยังหาข้อเสียของเรามาว่าได้เรือยๆ เราเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่มากมาย จนสุดท้าย เราอยู่แบบไม่มีความสุขเลย เราไม่ใช่ตัวของตัวเอง และเราก็ได้แต่เฝ้ารอความรักลมๆแล้งๆจากเขา
เราเสียดายช่วงเวลาดีๆก่อนหน้านั้น และเรารักเขามาก เขาเป็นคนรักคนแรกและเราก็อยากให้เป็นคนสุดท้าย... เราถึงได้ยอม และพยายามมากที่สุด
แต่สุดท้าย... เราก็เลิกกัน
 
 
 
 
--- คำบอกเลิกที่ร้าวราน ---
 
อย่างที่บอกไปว่าเราเป็นเพื่อนเขามาก่อน ร่วมปี สนิทกันและไปไหนมาไหนด้วยกัน เพื่อนๆที่นั่งเล่นด้วยกันปั่นงานด้วยกันตอนเช้า ทุกคนรู้หมดว่าเราเป็นคริสเตียน ตอนนั้นอาจจะรู้ไม่ครบ แต่ผ่านมาถึงตอนนี้ก็รู้กันครบแล้วล่ะ 
เขากับเพื่อนๆเองก็เคยแซวเราตอนเล่นเกมทายไพ่ได้การ์ดพาราดิน ขุนพลสวรรค์ ซึ่งเขาก็บอกว่า สมกับที่เป็นคริสเตียนจริงๆ 
 
แต่นี้ คือคำบอกเลิก... ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาได้... ไม่มีวัน
 
 
"เพราะเราสองคนเชื่อไม่เหมือนกัน เราเลยคิดไม่เหมือนกัน และผมทนอยู่กับคนที่มีความคิดแตกต่างจากผมขนาดนี้ไม่ได้ ผมรู้ครับว่าคุณพยายามปรับตัว เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ ผมเห็นแล้ว แต่ต่อใหคุณเปลี่ยนยังไง คุณก็ยังไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ผมคิดว่า ผมจะอยู่ด้วยในอนาคตได้อยู่ดี"
 
 
มีแค่น้ำตาที่ไหลลงมา...
หัวใจของเรา ไม่เหลือน้ำตาให้ร้องไห้อีก...
 
เรารู้ค่ะ ว่าเขาเป็นพุทธที่เคร่งมาก แต่ก่อนหน้านี้เขาก็รู้อยู่แล้ว ทำไมถึงยังทำดี ยังรักเราได้
และมันตั้งแต่ตอนไหน ที่เรื่องศาสนา มาเป็นอุปสรรคระหว่างเรา
เรารักเขา เราพยายามเข้าใจเขา ถึงเราไม่ได้เชื่อแบบเขาเลยแต่เราก็ไม่ขัด เรารับฟังได้อยู่แล้ว แต่เขา... กลับไม่เคยเชื่อ ไม่เคยรับฟัง ไม่เคย... ยอมเข้าใจ ความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าอันยิ่งใหญ่ของเราสักนิด
 
เราเสียใจ... ครั้งหนึ่่งที่เขาทะเลาะกับแม่ของเขา แม่เขาด่าถึงเราว่า "ไปคบกับผู้หญิงอะไร บ้านอยู่ซะในหลืบขนาดนั้น ก็ต้องไปส่ง แล้วเนี่ย พ่อแม่ก็เป็นพุทธ ไม่ได้เป็นคริสต์สักหน่อย ไปนับถือเองได้ไง" ประมาณนี้ ;; u ;;
ซึ่งเขาก็ไม่ได้อธิบาย ไม่ได้ช่วยห้ามเลย
 
ทั้งๆที่เรา เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้แล้วว่า เราเชื่อ เพราะว่าเราเห็นจริง และเรามีญาติ เป็นลูกพ่อลูกน้อง เขามาเชื่อพระเจ้าก่อน แล้วหลังจากนั้นพระองค์จึงทรงเรียกเรามา
 
และบ้านของเรา เราอยู่มาตั้งแต่เด็ก เรากลับเองได้ ไม่ได้รบกวนให้มาส่งเลย ไม่ได้อยากให้ต้องกลับช้าไปอีกคนแล้วมีปัญหาแบบนี้ และที่สำคัญ... เราเลิกเกิดไม่ได้จริงๆ
 
แม่เราไม่เคยว่าเราแบบนี้เลย แม่เรายังถามเองด้วยซ้ำ ว่าวันอาทิตย์นี้ไปโบสถ์หรือเปล่า ตอนเช้าแม่จะได้ไปส่ง 
แม่เราไปส่งที่สถานีรถไฟใต้ดินทุกอาทิตย์ที่ท่านสะดวก
เรารักแม่มาก
ตอนเราเริ่มมีปัญหากับเขา เริ่มร้องไห้ให้เห็น ท่านสอนว่า 
 
"ความรักก็เหมือนรองเท้า ม่แค่คนใส่เท่านั้นที่จะรู้ว่ากัดไม่กัด"
 
แม่เรา เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเตรียมการคุณแม่ที่ดีขนาดนี้มาให้หนูค่ะ 
 
 
สุดท้าย ด้วยเหตุผลเรื่องศาสนา ทำให้เราต้องยอมเลิกกับเขาในที่สุด ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เราพยายามยื้อ พยายามทำดี พยายามไม่ทำผิด พยายามแก้ตัว สุดท้าย มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
 
 
 
 
 
--- สิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนได้เขาตลอดกาล ---
 
เป็นเรื่องที่เราก็สังเกตมาตั้งแต่เริ่มคบกันใหม่ๆแล้วล่ะค่ะ ว่าเขามีนิสัยที่ชอบดูถูกคนอื่น อย่างเช่นตอนทำรายงานกลุ่ม เขาไม่ค่อยยอมกระจายงานทุกอย่างให้เพื่อนทำ เพราะว่าเพื่อนทำออกมาได้ไม่ดีเท่ามาตรฐานของเขา ผลก็คือ เขาเหนื่อย เขาทำอยู่คนเดียว ในขณะที่เพื่อนๆเขาพร้อมจะช่วย แต่เขาก็ไม่ได้ให้โอกาสเพื่อนเลย เราอยู่กับพวกเพื่อนๆที่ทำงานกลุ่มเดียวกับเขาด้วยเพราะเราก็ไปช่วยค้นข้อมูลที่ห้องสมุด ทุกคนเฮฮา ช่วยกันทำงาน ดูดรรชนีคำกันไม่รู้เรื่องก็ยังพยายาม เราเรียนด้านวรรณกรรม เราก็ช่วยวิเคราะห์เนื้อความไป เขาก็นั่งทำงานหน้าดำคร่ำเครียดอยู่คนเดียว เราอยากเห็นเขามีความสุข...
 
งานครั้งนั้นเสร็จออกมา ได้แค่เกรด B+ เขาหงุดหงิดที่ไม่ได้ A เราก็ปลอบเขา ให้เขาบ่นมาจะได้ดีขึ้น เขาก็บ่นถึงเพื่อนๆที่ทำงานกลุ่มว่าไม่ดี โง้นงี้ เขาเหนื่อยอยู่คนเดียว
"พวกนั้นมันก็แค่ตัวถ่วง" แล้วก็บอกว่า คอยดูนะ งานหน้าผมจะทำงานออกมาแบบฆ่ามันให้ได้ (หมายถึงทำงานที่เยี่ยมมากๆ แล้วรายงานคนแรก คนต่อๆไปก็ไม่มีทางเหนือได้ คะแนนย่อมตกลงไปๆเรื่อยๆ เขาก็จะเป็นคนที่ได้คะแนนในชิ้นงานนั้นๆมากที่สุด)
เราช็อคที่เขาพูดแบบนั้น แต่ก็ยังรัก ยังหลงอยู่ พยายามพูดบอกเขาว่า 
 
"เพื่อนๆเขาก็ทำกันเต็มที่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้เท่ามาตรฐานของเธอแค่นั้นเอง แต่ก็ลองให้เขาทำแล้วเธอค่อยมาเต็มเช็คทีหลัง ตามทำให้ได้เท่ามาตรฐานของเธอก็ได้นี่ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก ทำทุกอย่างคนเดียว"
 
แต่เขากลับบอกว่า.. "พูดเพื่อนอะไร" แล้วก็จ้องเราเขม็ง
 
"ก็แค่อยากให้อารมณ์ดีขึ้นเฉยๆ.."
 
"นอกจากพ่อแม่ผมแล้ว มีแค่ครูผมเท่านั้นที่จะสอนผมได้" เขาจ้องเราตาขวาง "คนอื่น... ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนผม"
 
เราได้แต่เงียบ พูดได้คำเดียวเท่านั้นคือ ขอโทษค่ะ เพราะถ้าเราอธิบาย เขาก็จะด่าว่าเราเถียง แล้วก็ไม่หยุด ก่อนหน้านี้เวลาทะเลาะกันก็เป็นแบบนี้มาหลายครั้ง และเราก็ผิดตลอด
เราต้องยอมเสมอ... 
 
ครั้งที่สอง เขาได้ไปทำงานให้กับอาจารย์ที่คณะของเขาช่วงปิดเทอมสั้น ได้นั่งเครื่องบินไปทำหลายจังหวัด ไม่เสียเงินสักแดง เขาได้ไปทำงานในกลุ่มคนทำงานจริง พอจะเป็นที่รู้จักบ้าง เพราะว่าเขาฝีมือดี แค่พยายามนิดเดียวก็ได้แล้ว
 
ตอนที่เขาไปทำงาน เราไม่ได้คุยกันเลย เขาไม่ค่อยติดต่อมา เขาทุ่มเทให้งาน และเราก็ต้องไม่รบกวน
เราเหงามาก เราได้แต่นั่งเหงาอยู่คนเดียว...
 
ตอนที่กลับมา เขาพูดถึงเรื่องทำนองนี้อีกครั้งว่า "ผมรู้แล้วล่ะ พอได้ไปทำง